แมงลัก หรือใบแมงลัก สรรพคุณอีกมากมาย

สรรพคุณอีกมากมาย

แมงลัก หรือใบแมงลัก สรรพคุณอีกมากมาย

แมงลัก หรือใบแมงลัก สรรพคุณอีกมากมาย

 

แมงลัก (Hairy Basil) จัดเป็นพืชผักสมุนไพรที่ให้กลิ่นฉุน และมีรสเย็น ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจำนวนมาก ซึ่งนิยมใช้ประกอบอาหารเพื่อให้อาหารมีกลิ่นน่ารับประทาน อีกทั้ง เป็นผักสมุนไพรที่ใช้เพื่อการดับกลิ่นคาวของอาหารได้ดี นอกจากนั้น น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักยังถูกใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์น้ำหอมอีกจำนวนมาก

สรรพคุณอีกมากมาย

แมงลัก เป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับกระเพรา และโหระพา ที่เป็นพืชท้องถิ่นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากประโยชน์ที่ได้จากใบแล้ว เมล็ดแมงลักยังเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์มาก อาทิ ใช้ผสมในน้ำเชื่อม และขนมหวาน รวมถึงใช้เมือกสกัดผสมในอาหารเพื่อให้เกิดความหนืดของอาหาร

-วงศ์ : Labiatae ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocinum canum . Sim. ชื่อพ้อง : O. americanum Linn.
-ชื่ออังกฤษ Labiatae,Hairy Basil
-ชื่อท้องถิ่นไทย
-ภาคกลาง แมงลัก ,มังลัก ,ขาวมังลัก
-อีสาน ผักอี่ตู่
-เหนือ กอมก้อขาว

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราก และลำต้น
แมงลัก เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุไม่ถึง 1 ปี ลำต้นสูงประมาณ 30-50 ซม. ลำต้น และกิ่งมีรูปค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยม ลำต้นแตกกิ่งตั้งแต่ระดับล่าง เปลือกลำต้น และกิ่งมีสีเขียวอ่อน และค่อนข้างบาง ส่วนราก มีระบบรากเป็นรากแก้ว และรากฝอย รากสามารถหยั่งลึกได้มากกว่า 30 ซม.

ใบแมงลัก
ใบแมงลัก แทงออกเป็นใบเดี่ยว และออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน โดยพบใบแทงออกทั่งบนลำต้น และกิ่ง ใบมีสีเขียวสด มีก้านใบยาวประมาณ 2.5 ซม. รูปร่างของใบมีรูปวงรีหรือรูปหอก ใบยาวประมาณ 2.5-5 ซม. กว้างประมาณ 1-2.5 ซม. ปลายใบค่อนข้างแหลม แผ่นใบ และขอบใบเรียบ และมีขนอ่อน และสั้นปกคลุมทั่วใบ ภายในใบมีต่อมที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจำนวนมาก

สรรพคุณอีกมากมาย

ดอก
ดอกแมงลัก จะออกดอกเป็นช่อ มีช่อดอกยาวประมาณ 5-15 ซม. แบ่งเป็นข้อๆ ส่วนก้านช่อดอกยาวประมาณ 2.5 ซม. โดยมีดอกออกเป็นกระชุกชิดกัน กระจุกละประมาณ 3 ดอก และออกบริเวณข้อ ข้อละประมาณ 2 กระจุก โดยดอกประกอบด้วยใบประดับรูปวงรี ยาวประมาณ 2-3 มม. ถัดมาเป็นกลีบเลี้ยงที่มีลักษณะแบ่งออกเป็น 2 แฉก และถัดมาจะเป็นกลีบดอกสีขาว ที่เชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 4-6 มม. ส่วนปลายบานออกเป็นรูประฆัง ส่วนภายในดอกประกอบด้วยเกสรตัวผู้ 4 อัน ที่มี 2 อันสั้น และ 2 อันยาว ส่วนด้านล่างเป็นเกสรตัวเมีย และมีรังไข่รูป 4 พู

เมล็ดแมงลัก
เมล็ดแมงลัก ขณะอ่อนจะมีสีขาว แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นสีเขียว น้ำตาล เทา จนสุดท้ายเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อเมล็ดแก่ มีรูปร่างค่อนข้างเป็นสามเหลี่ยม แบน และป้อมสั้น โดยปลายเมล็ดเมล็ดทั้งสองด้านมน และหากใช้แว่นขยายส่องดูจะมีเมือกสีขาวหุ้มเมล็ดไว้ ส่วนขนาดของเมล็ดนั้น จะกว้างประมาณ 1 มม. ยาวประมาณ 2 มม. และหนาประมาณ 0.8 มม.มีน้ำหนักประมาณ 1.25 มก./เมล็ด และเมื่อนำเมล็ดมาแช่น้ำจะทำให้เมล็ดพองตัวได้ถึง 5 มม. เลยทีเดียว

ประโยชน์แมงลัก

ใบ และยอดอ่อน
1. ใช้ประกอบอาหารจำพวกต้มแกงหรือห่อหมก ช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอม และดับกลิ่นคาว
2. ใช้รับประทานเป็นผักสด ที่นิยม ได้แก่ รับประทานกับก๋วยเตี๋ยว ลาบ น้ำตก และซุปหน่อไม้ เป็นต้น
3. นำใบมาตากแห้ง 5-7 แดด แล้วค่อยนำมาชงเป็นชาดื่ม
4. ใบแมงลักนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง และน้ำหอม รวมถึงใช้ในด้านความงามต่างๆ

น้ำมันหอมระเหยจากแมงลักที่จำหน่ายในท้องตลาด แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ
1. ชนิดที่มี methyl cinnamate เป็นองค์ประกอบหลัก
2. ชนิดที่มี d-camphor เป็นองค์ประกอบหลัก
3. ชนิดที่มี polyuronide เป็นองค์ประกอบหลัก

เมล็ดแมงลัก
1. ใช้โรยหน้าไอศรีมหรือขนมหวาน
2. เมือกสกัดใช้ผสมกับอาหารเพื่อเพิ่มความหนืด และการพองตัวของอาหาร เนื่องจากเมือกสามารถพองตัวได้กว่า 45 เท่า เมื่อถูกความร้อน
3. เมือกสกัดใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง น้ำหอม และยารักษาโรค

เมล็ด และเมือกแมงลัก
เมล็ดแมงลักเมื่อสัมผัสกับน้ำ เมือกที่หุ้มอยู่ด้านนอกจะพองออกทันที เมือกมีลักษณะสีขาว คล้ายวุ้น และค่อนข้างโปร่งแสง ซึ่งเกิดจากน้ำเข้าไปแทรกตัวจนทำให้เส้นใยพองตัว ระยะการพองตัวประมาณ 10 นาที-1 ชั่วโมง หากแช่น้ำนานกว่า 12 ชั่วโมง เมือกที่หุ้มจะเริ่มเปื่อยยุ่ย และลอกออกจากผิวเมล็ด ทั้งนี้ เมล็ดแมงลัก เมล็ด สามารถดูดซับน้ำได้มากถึง 0.035 ซีซี และขยายตัวออกจนเพิ่มปริมาตรได้มากกว่า 45 เท่า

เมือก ที่หุ้มเมล็ดแมงลักจะเป็นสารจำพวกพอลิยูโรไนด์ ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปในธรรมชาติที่อยู่ในรูปของเกลืออินทรีย์ต่างๆ เช่น เกลือของแคลเซียม และโพแทสเซียม เป็นต้น ซึ่งจะรวมกับองค์ประกอบของน้ำตาล (เพนโตสหรือเฮกโซส) และ uronic acid ที่เชื่อมต่อด้วยพันธะกลูโคไซด์ โดย uronic acid ที่พบเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่จะเป็น กรดกลูคูโรนิค และ กรดกาแลคตูโรนิค

วิธีแยกเมือกจากเมล็ดแมงลัก
การแยกเมือกจากเมล็ดแมงลักทำได้โดย นำเมล็ดแมงลักเข้าเครื่องตีไข่หรือปั่น พร้อมผสมน้ำลงไป จากนั้น ปั่นด้วยเครื่องจนน้ำกลายเป็นเมือกหนืด แล้วค่อยนำมากรองแยกเอาเฉพาะน้ำเมือกออก และนำน้ำเมือกไประเหยด้วยน้ำร้อนหรือเตาเอา จนได้ผงเมือกแมงลักสีขาวนวล ทั้งนี้ สาเหตุที่ไม่ต้องบดเมล็ดเนื่องจากว่า เมือกเมล็ดแมงลักจะหุ้มอยู่ด้านนอก ส่วนด้านในจะมีเมือกบ้างเล็กน้อย ดังนั้น เพียงแค่นำเมล็ดมาแช่น้ำก็ทำให้เมือกขยายตัว และแยกออกได้ง่าย

สรรพคุณแมงลัก

เมล็ดแมงลัก
– ใช้ต้มน้ำดื่มหรือรับประทานสำหรับเป็นยาระบายอ่อนๆ เพราะเมล็ดประกอบด้วยเมือกลื่นที่ช่วยในการขับถ่าย ทั้งทำให้อุจจาระอ่อนตัว และอุจจาระเคลื่อนตัวได้ดี
– ช่วยลดอาการท้องผูกจากคุณสมบัติของเมือกในเมล็ดที่กล่าวข้างต้น
– เมือกในเมล็ดช่วยเพิ่มความหนืดของอาหาร และช่วยให้เกิดการย่อยอาหารอย่างช้าๆ ทำให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น
– เมล็ดแมงลักคามีแคลเซียมสูง ช่วยเสริมการสร้างกระดูก และฟัน ป้องกันโรคกระดูกเสื่อม
– เมล็ดมีขนาดเล็ก แต่มีเส้นใยสูงมาก ช่วยเป็นยาระบาย ทำให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
– เมือกเมล็ด ช่วยลดอาการแสบในกระเพาะอาหาร และลดการเป็นโรคกระเพาะอาหาร
– ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก และลดน้ำหนักได้ดี

ใบแมงลัก
– ใบแมงลักมีธาตุเหล็กสูง ช่วยในการบำรุงเลือด ช่วยเปลี่ยนถ่ายออกซิเจน และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง
– ใบแมงลักคามีสารเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินเอได้เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการบำรุงผิวหนัง และบำรุงสายตา
– กรดของสารประกอบฟีนอลลิกในใบแมงลัก ออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยให้ผิวพรรณแลดูอ่อนกว่าวัย รวมถึงฤทธิ์อย่างอื่นๆอีกมากมาย
– ใช้ต้มน้ำดื่ม รักษาอาการเจ็บคอ ลดอาการไอ ขับเสมหะ และแก้หลอดลมอักเสบ
– ใบใช้ต้มน้ำดื่มรักษาอาการไข้หวัด
– ช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
– ช่วยลดอาการท้องผูก
– ช่วยลดอาการ และป้องกันโรคกระเพาะอาหาร
– ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร
– ลดอาการลำไส้อักเสบ
– ช่วยลดอาการแสบท้อง
– ลดอาการแผลในกระเพาะอาหาร
– รักษากลากน้ำนมบริเวณใบหน้าเด็ก โดยนำใบแมงลักประมาณ 1 กำมือ มาบดหรือตำผสมกับน้ำเล็กน้อย แล้วนำไปทาบริเวณที่เกิดกลากน้ำนม ต่อเนื่อง อาทิตย์ หลังจากนั้น รอยกลากจะค่อยๆจางลง และหายเป็นปกติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *